ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   
Languages    
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานรักชั่วฟ้าดินสลายของเจ้าน้อยศุขเกษม  (อ่าน 10268 ครั้ง)
จันทร์เจ้าขา
*



คะแนนจิตพิสัย : +37 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 844

ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 22:52:42 »
line

บันทึกการเข้า
line
เลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และวิญญาณ พร้อมมอบถวายแด่พระองค์และชาติไทย
จันทร์เจ้าขา
*



คะแนนจิตพิสัย : +37 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 844

ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 22:58:29 »
line
เรื่องนี้เกิดขึ้นปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เจ้าอินทวโรรส เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ เจ้าแก้วนวรัฐเป็นอุปราช
เจ้าน้อยศุขเกษม เกิดปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๒๓ เป็นราชบุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ กับแม่เจ้าจามรี มีพี่เลี้ยงชื่อ อ้ายซาว (ท้าวบุญสูง) อยู่บ้านประตูเชียงใหม่

เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี เจ้าพ่อได้ส่งไปเรียนหนังสือที่เมืองมะละแหม่ง ก่อนไปเรียนหนังสือเจ้าน้อยมีคู่หมั้นแล้ว ชื่อเจ้าบัวนวล สิโรรส
เจ้าพ่อส่งให้ไปเรียนโรงเรียนฝรั่งซึ่งอยู่ใกล้กับวัดที่สาบานกับมะเมี๊ยะ เมื่อเรียนจบได้นำเอาเมียที่เป็นพม่ามายังนครเชียงใหม่ด้วย
ต่อมาทางเชียงใหม่จึงได้ส่งตัวมะเมี๊ยะกลับมะละแหม่งตามเดิม เพราะจะมีผลทางการเมือง


ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้ทรงเรียกตัวไปวังหลวงเมืองกอก เพื่อให้เจ้าศุขเกษมเข้ารับการทหาร และได้ให้แต่งงานกับเจ้าบัวชุม ที่กรุงเทพฯ

หลังจากนั้นไม่นานเจ้าน้อยก็ได้กลับมาประจำการอยู่ที่เชียงใหม่ ปลูกบ้านอยู่ที่ถนนสุเทพ นับตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่เจ้าน้อยก็เอาแต่กินเหล้า เพราะนึกถึงความหลังที่อยู่กับมะเมี๊ยะ กินเหล้าทุกวัน จนสุขภาพไม่แข็งแรง และถึงแก่กรรม โดยเป็นโรคเส้นประสาทพิการเรื้อรัง เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๔๕๖ อายุได้ ๓๓ ปี

หลังจากนั้นได้ ทำการปลงศพ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๔๕๗ โดยเจ้าแก้วนวรัฐได้ทำรูปภาพของเจ้าน้อยแจกในงานปลงศพ ซึ่งเป็นภาพเอาลงมาให้ชมข้างบนดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจากคุณ เขมรัฐ จากเวบ www.lannaworld.com

บันทึกการเข้า
line
เลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และวิญญาณ พร้อมมอบถวายแด่พระองค์และชาติไทย
จันทร์เจ้าขา
*



คะแนนจิตพิสัย : +37 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 844

ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 23:09:44 »
line
เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม ชายาของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้

มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี

ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง

วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ

และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ

วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น


จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า

หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไปจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมาดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน

ในสถานการณบ้านเมืองขณะนั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง

ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัดเตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ
เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน

แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้

ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละแหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์

ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง

เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นางก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง

จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม

หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่

แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต

แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ

เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี

จากตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น คือ "เพลงมะเมียะ" ซึ่งขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา ดังเนื้อเพลงที่ยกมาต่อไปนี้

"มะเมียะ"

มะเมียะเป็นสาวแม่ค้า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง
งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงรักสาว
มะเมียะบ่ยอมรักไผ มอบใจหื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเชียงใหม่
แต่เมื่อเจ้าชายจบการศึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป
เหมือนโดนมีดสับดาบฟันหัวใจ ปลอมเป็นพ่อชายหนีตามมา
เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดที่รักเป็นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างลาแยกทาง
โอโอก็เมื่อวันนั้น วันที่ต้องส่งคืนบ้านนาง
เจ้าชายก็จัดขบวนช้างให้ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา
มะเมียะตรอมใจอาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเช็ดบาทบาทา
ขอลาไปก่อนแล้วชาตินี้เจ้าชายก็ตรอมใจตาย มะเมียะเลยไปบวชชี
ความรักมักเป็นเช่นนี้ แลเฮย.........



(เรียบเรียงจาก ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๓ และ เพ็ชรลานนา พ.ศ.๒๕๓๘)  :'( :'(

บันทึกการเข้า
line
เลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และวิญญาณ พร้อมมอบถวายแด่พระองค์และชาติไทย
จันทร์เจ้าขา
*



คะแนนจิตพิสัย : +37 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 844

ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 23:14:02 »
line
การสืบหาร่องรอยของมะเมียะในเมืองเมาะละแหม่งโดยนักวิชาการชาวเชียงใหม่
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ
http://www.lannaworld.com/story/narrative/narrative24.php

เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ที่ผ่านมา นักวิชาการชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่งซึ่งสนใจเรื่องหนุ่มศุขเกษมและสาวหมะเมียได้ไปเยือนเมืองเมาะละแหม่ง เธอคือ รศ.จีริจันทร์ ประทีปะเสน เส้นทางที่ปิดระหว่างเมียวดีกับเมาะละแหม่งทำให้คนไทยที่สนใจจะไปเยือนเมาะละแหม่งต้องบินจากฝั่งไทยไปที่นครย่างกุ้ง แล้วนั่งรถยนต์หรือรถไฟย้อนกลับมา

น่าเสียดายที่อาจารย์จีริจันทร์ไปถึงเมืองเมื่อค่ำแล้ว และต้องเดินทางจากเมืองตอนสายวันรุ่งขึ้น แต่กระนั้น ในความมืดของคืนนั้นและความสลัวรางของเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อาจารย์ก็ได้เห็นหลายสิ่งที่น่าตื่นใจ และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการเดินทางของเธอครั้งต่อไปและของผู้สนใจศึกษารุ่นต่อไป

อาจารย์เล่าว่า ค่ำคืนนั้น เธอได้ขึ้นไปที่วัดไจ้ตาหล่าน เมื่อขึ้นไปถึงลานกว้างหน้าพระเจดีย์ ขณะที่เธอกำลังไหว้พระเจดีย์สีทองอร่าม มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งเคยงกันอยู่ไม่ไกลนักกำลังไหว้พระเจดีย์เช่นกัน ลานนี้เองเมื่อ ๙๙ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๔๖) ที่หนุ่มเชียงใหม่กับสาวพม่าคู่หนึ่งนั่งเคียงกันไหว้พระเจดีย์เบื้องหน้า และสัญญาต่อกันและต่อหน้าพระเจดีย์ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันตราบฟ้าสิ้นดินสลาย

เมื่ออาจารย์พบพระรูปหนึ่งและถามถึงแม่ชีของวัดนี้ ท่านได้พาเธอไปพบเจ้าอาวาสซึ่งมีอายุราว ๖๐ ปี ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าวัดนี้เคยมีแม่ชีคนเดียวเมื่อนานมาแล้ว กล่าวคือเมื่อท่านเริ่มบวชเณรอายุ ๑๘-๑๙ ปีประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๕ ที่วัดมีแม่ชีชรารูปหนึ่ง ชื่อ ด่อนังเหลี่ยน อายุ ๗๐ ปีเศษ และหลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีก็เสียชีวิต

เจ้าอาวาสเล่าว่าท่านได้ยินว่าแม่ชีผู้นี้บวชชีตั้งแต่เป็นสาว เป็นแม่ชีที่ชอบมวนบุหรี่ และมีคนมารับไปขายเป็นประจำ แม่ชีได้บริจาคเงินให้วัดสร้างศิลาจารึกเป็นภาษามอญมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ที่ยังคงเก็บไว้ที่วัด เจ้าอาวาสเล่าว่าห้องพักของแม่ชียังคงอยู่ หม้อข้าวและเครื่องใช้บางอย่างก็ยังคงอยู่

อาจารย์จีริจันทร์คิดว่าแม่ชีด่อนังเหลี่ยนคือหมะเมียะ เพราะเป็นที่รู้กันที่เชียงใหม่ว่าหลังจากที่หมะเมียะถูกพรากจากเจ้าน้อยศุขเกษม เธอก็ไปรอชายคนรักที่เมืองเมาะละแหม่ง ไม่ได้รักใครอีก หลังจากนั้น เธอได้กลับมาที่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งเพื่อมาพบเจ้าน้อยศุขเกษม

ในตอนนั้น เจ้าน้อยแต่งงานแล้วก็กับเจ้าหญิงบัวชุม ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าดารารัศมีและพิธีสมรสจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าน้อยทราบว่าหมะเมียะมารอพบที่บ้านเชียงใหม่ เจ้าน้อยศุขเกษมไม่ยอมออกมาพบ แม้ว่าหมะเมียะจะรออยู่นานแสนนาน โดยที่เจ้าน้อยได้ฝากเงินให้ ๘๐๐ บาทและแหวนทับทิมที่ระลึกวงหนึ่ง

หลังจากนั้น หมะเมียะก็กลับมาบวชชีที่วัดใหญ่ในเมืองเมาะละแหม่งจนสิ้นชีวิต

อาจารย์จีริจันทร์สนใจข้อเท็จจริงที่ว่าแม่ชีผู้นี้บวชตั้งแต่ยังสาว และชอบมวนบุหรี่ไปขายหารายได้ จึงน่าเชื่อว่าด่อนังเหลี่ยนกับหมะเมียะเป็นคนเดียวกัน ส่วนคำว่าหมะเมียะเป็นภาษาไทใหญ่แปลว่าสีแดง (ด่อ คือนาง) ก็เป็นประเด็นที่ต้องค้นคว้าต่อไปว่าเหตุใดหมะเมียะจึงเปลี่ยนชื่อ และเหตุใดต้องใช้ชื่อว่านังเหลี่ยน

เช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์ไปถามหาบ้านไม้สักหลังใหญ่ของเศรษฐีอู โพดั่ง ซึ่งเคยเป็นบ้านที่พักของเจ้าน้อยศุขเกษม อาจารย์บอกว่าอู โพดั่งเป็นชื่อถนนสายหนึ่งในย่านนั้น ส่วนบ้านนั้นรื้อขายไปแล้ว อาจารย์ได้ไปที่ตลาดได วอขวิ่น ที่เจ้าน้อยได้พบกับหมะเมียะ และเป็นตลาดที่ หมะเมียะเคยขายบุหรี่ที่นั่น เพราะเป็นตลาดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเศรษฐีอู โพดั่ง เธอได้พบตลาดเก่าแก่ และมีสภาพที่ไม่น่าจะแตกต่างจากสภาพเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีก่อน และได้พบย่านขายบุหรี่

จากนั้น อาจารย์ได้ไปที่โรงเรียน St. Patrick ได้พบว่าเป็นโรงเรียนที่มีเนื้อที่กว้างขวางเกือบ ๑๐ ไร่ มีอาคารสร้างด้วยไม้สัก มีเสาขนาดใหญ่กว่า ๖๐ ต้น มีโบสถ์ มีอาคารตึกที่เป็นหอพัก มีโรงอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำ แต่ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ปิดกิจการไปแล้ว และกลายเป็นโรงเรียนสอนวิชาบัญชี

ชีวิตรักอันรันทดของเจ้าน้อยศุขเกษม (พ.ศ. ๒๔๒๖-๒๔๕๖) และหมะเมียะ (พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๕๐๕) จบลงแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ อันเป็นปีที่ทั้งสองเดินทางกลับถึงเชียงใหม่และถูกพรากจากกันไม่นานหลังจากนั้น

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หรือ ๙๙ ปีที่แล้ว ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก แม้หมะเมียะจะเดินทางกลับไปหาอีกครั้งเพื่อร่ำลาหลังจากทราบว่าเจ้าน้อยแต่งงาน เจ้าน้อยศุขเกษมน่าจะรู้สึกผิดและเจ็บปวดอย่างที่สุด จึงไม่อาจทำใจออกมาพบหญิงคนรักได้ ได้แต่ฝากของที่ระลึกให้

แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะสิ้นชีวิตอีก ๑๐ ปีหลังจากการพลัดพรากในปี ๒๔๔๖ และหมะเมียะจะสิ้นชีวิตอีก ๕๙ ปีหลังจากนั้น แต่กล่าวสำหรับเจ้าน้อยศุขเกษมชีวิตของเขาจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปีนั้น ปีที่เขาถูกการเมืองทำลายความรักและเขาได้ละเมิดคำสัญญาที่เขามีไว้กับหญิงสาวที่เขารัก ๑๐ ปีหลังจากนั้นที่เขามีชีวิตเหลืออยู่ก็มีเพียงกายที่เดินไปมา และกายที่คอยแต่ดื่มสุรา ดื่มเพื่อที่จะลืมอดีต ดื่มจนทำให้กายนั้นหยุดทำงานก่อนวัยอันควร

แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะเสียชีวิตด้วยพิษสุรา และหมะเมียะจะเสียชีวิตด้วยโรคชรา แต่ความรักของเขาไม่เคยสิ้นสุด ชีวิตของเขาทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้สร้างขึ้นในวัยหนุ่มสาว

บันทึกการเข้า
line
เลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และวิญญาณ พร้อมมอบถวายแด่พระองค์และชาติไทย
จันทร์เจ้าขา
*



คะแนนจิตพิสัย : +37 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 844

ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 23:15:30 »
line
ข่าวการสืบหาร่องรอยของมะเมียะจากหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก วันอาทิตย์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘
http://www.komchadluek.net/news/2005/04-24/p1--9158.html

เมื่อเวลา ๑๔.๐๐ น. วันที่ ๒๓ เมษายน ที่ผ่านมา นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รศ.จีริจันทร์ ประทีปเสน นายกสมาคมนักศึกษาเก่าคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเสวนาเรื่อง "ตามรอยมะเมียะ ครั้งที่ ๒" ขึ้นที่ห้องประชุมบริษัทเม็งรายกล่องกระดาษ จำกัด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีนักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังกว่า ๓๐ คน

รศ.จีริจันทร์ กล่าวว่า ตนและนักวิชาการกลุ่มนี้ได้ร่วมกันสืบเสาะข้อมูลเพื่อตามรอยมะเมียะ ตัวละครหญิงสาวในวรรณกรรมเหนือ ซึ่งถูกกล่าวขานเป็นเรื่องราวไว้ในบทเพลงอันลือลั่นของจรัล มโนเพ็ชร มาเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ถึง ๔ มีนาคมปีนี้ ก็ได้ร่วมกันเดินทางไปสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง นอกจากนี้ยังได้ประมวลหลักฐานทางเอกสาร ได้แก่ ข้อมูลจากหนังสือ “เพชรลานนาเล่ม ๑-๒” และหนังสือ "ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่" ซึ่งแต่งโดยนายปราณี ศิริพร ณ พัทลุง หนังสือ "โอลด์ มูลเนียน” ของ RR. Langh M Carier ประกอบกับข้อมูลจากการบอกเล่าของเจ้าอาวาสวัดแจ้ตะหลั่น เมืองเมาะละแหม่ง และนางด่อเอจิ แม่เฒ่าเชื้อสายไทยใหญ่ ซึ่งมีย่าเป็นโยมอุปัฏฐากของแม่ชีด่อปาระมี ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานว่ามะเมียะน่าจะเป็นหญิงสาวที่มีตัวตนที่แท้จริง และน่าจะเป็นคนเดียวกับแม่ชีด่อปาระมี หรือแม่ชีด่อนางข่อง ซึ่งขณะนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว

"ข้อสันนิษฐานที่ทำให้คณะทำงานติดตามเชื่อได้ว่ามะเมียะน่าจะเป็นคนคนเดียวกับแม่ชีด่อปาระมี ได้แก่ระยะเวลาในการออกบวช และการเสียชีวิต ซึ่งใกล้เคียงกัน คือเริ่มบวชเมื่อายุ ๑๖-๑๗ ปี และเสียชีวิตเมื่ออายุ ๗๕ ปี นอกจากนี้เจ้าอาวาสวัดแจ้ตะหลั่น ยังยืนยันรูปพรรณสัณฐานของมะเมียะ ว่าเป็นหญิงสาวที่สวย ขาว และสูงเพรียว ซึ่งคล้ายคลึงกับแม่ชีรูปดังกล่าว พร้อมระบุว่าแม่ชีรายดังกล่าวเป็นผู้มีฐานะดี มีข้าวของเครื่องใช้เป็นของมีราคาแพง และจากการพูดคุยกับคุณยายด่อเอจิ ซึ่งเป็นหลานของโยมอุปัฏฐากของแม่ชีรายดังกล่าว ยังทราบว่าเมื่อสอบถามสาเหตุของการมาบวชว่าเป็นเพราะอกหักหรือไม่ แม่ชีก็มักจะโกรธ ไม่พูดจาและลุกหนีไป" รศ.จีริจันทร์ กล่าว


บันทึกการเข้า
line
เลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และวิญญาณ พร้อมมอบถวายแด่พระองค์และชาติไทย
จันทร์เจ้าขา
*



คะแนนจิตพิสัย : +37 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 844

ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 23:16:51 »
line
ข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากบทความของเหนือฟ้า ปัญญาดี ส่งมาถึงบรรณาธิการพลเมืองเหนือ เมื่อ ๖ มีนาคม ๒๕๔๘
http://www.prachatai.com/news/show.php?Category=nm&No=4203


ปฏิเสธ : ไม่มี มะเมียะ” ในเมาะละแหม่ง
แล้วนางเป็นใคร? อยู่ที่ไหน?

โปรยหัวไว้แบบนี้ ใคร ๆ ที่เคยอ่านเรื่องราวของ “มะเมียะ” ดี คงต้องพูดกันว่า ผมเขียนแบบคนไม่รู้จริงทั้ง ๆ ที่ใครก็รู้กันว่า “มะเมียะ” นั้นเป็นใคร มาจากไหน เป็นคนรักของใคร อาจทำให้ใครบางคนอ่านเรื่องราวของผมไม่จบ พาลโดยหนังสือทิ้งไป โทษฐานที่เขียนอย่างคนไร้สติและเป็นขบถในความคิดของคนอื่น

สำหรับเรื่องนี้ ขอให้ทุกคนโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านว่า ควรน่าจะเชื่อดีหรือไม่ ผู้อ่านบางท่านอาจคิดว่าผมอวดดีอย่างไรถึงมา “หักดิบ” ในความเชื่อและฝังใจจากเรื่องเดิมที่คุณปราณีได้เขียนขึ้นมา ซึ่งในเรื่องนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน ไม่สงวนสิทธิ์ในการเชื่ออยู่แล้วครับท่าน

เมื่อไม่มี “มะเมียะ” ในเมาะละแหม่ง แล้วนางอยู่ที่ไหน ทุกคนอาจสงสัย แล้วย้อนถามว่า ก็ในเมื่อนางเป็นคนของพม่าผมขอบอกตามตรงว่า เรื่องนี้มีเบื้องลึก และเบื้องหลังมากมายที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย ในวันนี้ผมจะกล่าวถึงเฉพาะหัวข้อที่เกริ่นไว้เพียงเท่านั้น เอาไว้โอกาสหน้าผมจะมาเล่าถึงเหตุการณ์ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน “ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่” แบบเจาะลึกจนท่านแทบไม่น่าเชื่อ

“มะเมียะ เป๋นสาวแม่ก๊า คนพม่าเมืองเมาะละแหม่ง…”

เสียงเพลง “มะเมียะ” จากการร้องของสุนทรี เวชานนท์ และเนื้อร้องที่แสนสะเทือนใจของ จรัล มโนเพ็ชร แต่งขึ้นโดยได้อาศัยเค้าโครงเรื่อง “มะเมียะ” ของคุณปราณี ศิริธร ที่เขียนรวบรวมไว้ในหนังสือ เพ็ชร์ลานนา เมื่อพ.ศ.๒๕๐๗ จนเพลงเป็นที่รู้จักกันไปทั้งประเทศ

ย้อนหลังไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ คุณปราณี ศิริธร อดีตนักเขียนสารคดี และนักหนังสือพิมพ์ในเชียง ใหม่ อ้างว่า ได้รับฟังคำบอกเล่าจากเจ้าในสกุลคนหนึ่งถึงเรื่องความรักของเจ้าน้อยบุตรชายของเจ้าในคุ้มเมืองเชียงใหม่ ว่า เจ้าน้อย ถูกส่งไปเรียนหนังสือที่เมืองเมาะละแหม่งและได้พบรักกับสาวชาวพม่า

เมื่อเดินทางกลับมาเมืองเชียงใหม่จึงได้นำสาวคนรักกลับมาด้วย โดยหวังว่าจะบอกเรื่องความรักของตนเองให้เจ้าพ่อ เจ้าแม่ได้รับทราบ แต่เหตุการณ์กลับทำให้สาวคนรักต้องถูกส่งกลับพม่า ทั้งสองจึงพลัดพรากจากกัน ไม่ได้พบกันจวบจนทั้งสองได้ตายจากกัน

จากเรื่องความรักของคนทั้งสองได้ถูกคุณปราณีเขียนลงในหนังสือ เพ็ชรล้านนนา พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยกล่าวถึงความรักของคนทั้งสองนั้นประพฤติผิด “ฮีตฮอย” ต่อบรรพบุรุษรวมไปถึงการเมือง ที่เชียงใหม่กลัวว่าจะมีความผิดต่อสยามในฐานะที่เชียงใหม่เป็นประเทศราชในขณะนั้นทางเชียงใหม่จึงได้ส่งตัวสาวคนรักของเจ้าน้อยกลับคืนพม่าตามลำพัง เรื่องราวจึงจบลงเพียงเท่านั้น

ต่อมาต้นปี พ.ศ.๒๕๒๓ คุณปราณีได้เขียนหนังสือเรื่อง “ผู้บุกเบิกแห่งเชียงใหม่” ใกล้จะเสร็จคุณปราณีได้เขียน “ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่” ควบคู่กันไปอีกเล่มหนึ่ง โดยบอกว่า เรื่องนี้ได้เขียนต่อจากในหนังสือเพ็ชร์ลานนา ที่เขียนค้างไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน

ซึ่งคุณปราณีบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นภายในคุ้มเมืองเชียงใหม่ เรื่องราวต่าง ๆ จึงรู้กันแต่ภายใน คนภายนอกไม่เคยได้เห็นหน้าหรือรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของสาวพม่าคนนั้นเลย เพราะอาจถูกห้ามไม่ให้พูดถึง

จนกระทั่งนางถูกส่งกลับเมืองพม่าเรื่องราวต่าง ๆ จึงเงียบสงบลง ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย

คุณปราณีเล่าว่า “เมื่อพี่ (คุณปราณีชอบให้เรียกตัวเองว่า “พี่”) ลงมือจะเขียนเรื่องนี้ ก็ติดอยู่ที่ไม่รู้ชื่อสาวพม่าคนรักของเจ้าน้อย จึงจำเป็นต้องสมมุติชื่อขึ้นมาโดยได้ใช้ชื่อ “มะเมียะ” ซึ่งเป็นชื่อของผู้หญิง ชาวไทยใหญ่ที่พี่รู้จักดีและมีบ้านอยู่ใกล้กัน นำมาใช้” อีกเหตุผลหนึ่งที่คุณปราณีใช้ชื่อนี้เพราะเรียกง่าย จำง่าย และเมื่อได้ยินแล้วสะดุดหู

จากคำพูดของคุณปราณีที่เล่าให้ฟังในตอนนั้น ผมไม่เคยคิดเลยว่าอีกยี่สิบห้าปีต่อมา มันจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ความลับที่ผู้ที่สนใจในเรื่องนี้พยายามที่จะศึกษาค้นคว้า แต่ก็พบกับทางตันจึงทำให้แต่ละคนก่อเกิดจินตนาการอันล้ำลึก เคลิบเคลิ้มไปกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่คุณปราณีเขียนขึ้นมา

ผมได้อ่านพบบทความของนักวิชาการท่านหนึ่งกล่าวว่า “ประเด็นที่ต้องค้นคว้าต่อไปว่า เหตุใดมะเมียะจึงเปลี่ยนชื่อและเหตุใดต้องใช้ชื่อว่า “นังเหลียน” (ความจริงควรจะเรียกว่า “นางเหลียน” เพราะคำว่า “นาง” ใช้เรียกนำหน้าชื่อเพศหญิง ส่วนคำว่า “จาย” นั้นใช้เรียกนำหน้าชื่อเพศชายซึ่งหมายถึง “นาย” ในภาษาไทย ตามการเรียกชื่อของชาวไทยใหญ่)

ข้อความดังกล่าวทำให้ผมต้องทำตัวเป็นนักสืบออกติดตามสืบสาวหาเรื่องราวก็ได้ความว่า ซอยศิริธร (บ้านคุณปราณีอยู่ในซอยศิริธร และได้ใช้นามสกุลของตัวเอง เป็นชื่อซอยข้างวัดป่าเป้า) เมื่อก่อนนั้นถ้าทุกคนที่เคยอาศัย หรือผ่านไปมาบริเวณถนนมณีนพรัตน์ คงเคยเห็นอาจจำได้ว่า
หน้าปากซอยจะมีห้องแถวเรือนไม้จำนวน ๖ ห้อง ห้องแรกอยู่ติดปากซอยจะเป็นร้านซ่อมนาฬิกา  ห้องที่สองเป็นที่พักอาศัย ห้องที่สามเป็นร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ และห้องสุดท้ายเป็นร้านขายผลไม้ดองและแช่อิ่มชื่อร้านเกรียงไกรพานิช (ปัจจุบันห้องแถวเรือนไม้ถูกรื้อลงสร้างเป็นตึกแถวขึ้นมาแทน)

สอบถามคนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นมานาน ก็ทราบว่า ห้องแรกที่เปิดเป็นร้านซ่อมนาฬิกานั้นเป็นครอบครัวไทยใหญ่ มีเพียง ๓ คน พ่อแม่และลูกสาวเท่านั้น ตัวพ่อและแม่นั้นมีอายุมากแล้ว คนที่รู้จักมักเรียกกันว่า “ส่างอ่อง” และ “แม่นางเหม่” ส่วนลูกสาวนั้นจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร แต่เป็นครูสอนหนังสือ ซึ่งครอบครัวนี้คุณปราณีรู้จักและสนิทสนมอย่างดีเป็นพิเศษ จึงทำให้น่าคิดว่า คุณปราณีน่าจะนำชื่อของ “แม่นางเหม่” มาใช้ตามที่เคยได้เล่าไว้

จึงสอบถามในเชิงลึกได้ความว่าแท้ที่จริงแล้ว “แม่นางเหม่” มีชื่อจริงว่า “แม่นางเมียะ” เมื่อเรียกกันนาน ๆ เข้าก็เพี้ยนเสียงเป็น “เหม่” ในพม่าคำนำหน้าชื่อผู้หญิงหรือเพศหญิงนิยมใช้คำว่า “มะ” (ไม่ใช่ “หมะ” ตามที่พูดหรือ เขียนกันอยู่ในขณะนี้) จะใช้นำหน้าชื่อผู้หญิงตั้งแต่เด็กจนเป็นสาว เป็นคำเรียกขานแบบทั่ว ๆ ไป เมื่อคุณปราณีนำชื่อ “แม่นางเมียะ” มาใช้จึงเรียกตามแบบพม่าว่า “มะเมียะ”

ส่วนคำว่า “ด่อ” จะใช้นำหน้าชื่อผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือมีอายุตั้งแต่ ๓๕ ปีขึ้นไปเช่น “ด่อนางเหลียน” ส่วน “ส่างอ่อง” และ “แม่นางเหม่” ได้เสียชีวิตลง หลังจากย้ายออกจากห้องแถวเรือนไม้ได้ไม่นาน

นี่คงเป็นเบื้องลึกและเบื้องหลังอีกข้อหนึ่ง ที่ทำให้คนที่สนใจและนักวิชาการหลายๆ ท่านติดตามเสาะหา “มะเมียะ” ไม่พบในเมืองเมาะละแหม่ง และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า อันตัวตนของ “มะเมียะ” จริง ๆ นั้นมิใช่สาวชาวพม่าที่มีหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา สวยงามหยาดเยิ้มดังที่คุณปราณีได้เขียนพร่ำพรรณนาเอาไว้ เพียงแต่เป็นหญิงชาวไทยใหญ่แก่ ๆ ธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น

สำหรับความรักของคนทั้งสองนั้น ในความรู้สึกของผมบอกได้ว่า มันไม่ใช่ตำนานหรือประวัติศาสตร์หน้าใดหน้าหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ความประสงค์ของคุณปราณีที่เขียนขึ้นมานั้นเพียงต้องการที่จะเล่าถึงความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ต่างเชื้อชาติและภาษาที่ไม่สมหวังรักในอดีตให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้เพียงเพิ่มเติมสีสันให้กับเรื่องราว เพื่อชวนน่าอ่านและน่าติดตามก็เท่านั้น

ตอนนี้ ถ้าคุณปราณียังมีชีวิตอยู่ จะแน่ใจกันสักแค่ไหนว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายจะได้รับคำตอบที่เป็นจริงว่า “มะเมียะ” นั้นเป็นเพียงนางในจินตนาการที่แต่งขึ้น หรือว่ามีตัวตนจริง ๆ กันแน่

บันทึกการเข้า
line
เลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และวิญญาณ พร้อมมอบถวายแด่พระองค์และชาติไทย
จันทร์เจ้าขา
*



คะแนนจิตพิสัย : +37 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 844

ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 10 กันยายน 2551, 18:05:55 »
line
จากบทความ-สารคดี
บันทึกเกี่ยวกับพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ “มะเมี้ยะ” เป็นเรื่องจริงหรือตำนาน
โดย  จุลลดา ภักดีภูมินทร์

นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2641 ปีที่  51 ประจำวัน  อังคาร ที่  31 พฤษภาคม  2548


 คือ ถามว่า เรื่องมะเมี้ยะนั้นเป็นเรื่องจริงหรือตำนาน เจ้าชายในบทเพลงมีจริงหรือเปล่า
คัดลอกมาเพียงบางส่วนจ๊ะ

เรื่องเจ้าชายแห่งนครเชียงใหม่กับสาวพม่ามะเมี้ยะ เกิดขึ้นจริงระหว่าง พ.ศ.๒๔๓๐-๒๔๓๘ ประมาณนั้น เจ้าชายชื่อว่า ศุขเกษม โอรสเจ้าอุปราช ซึ่งเป็นอนุชาของเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครฯองค์ที่ ๘ เวลานั้นอายุของเจ้าศุขเกษมเห็นจะประมาณ ๑๖-๑๗ เจ้าพ่อจึงส่งไปเรียนต่อที่เมืองมะละแหม่ง

            เจ้าศุขเกษม อยู่พม่า ๕ ปี กำลังหนุ่มคะนอง เกิดไปรักใคร่กันกับผู้หญิงพม่าขายบุหรี่ในตลาดชื่อมะเมี้ยะ เมื่อกลับเชียงใหม่ จึงแอบพามะเมี้ยะมาด้วย ครั้นเจ้าพ่อและเจ้าหลวงทราบเรื่อง ก็แน่ละ...ย่อมต้องบังคับให้เลิกกัน และส่งมะเมี้ยะกลับ ทั้งนี้เหตุผลมิใช่อยู่ที่การต่างชั้นวรรณะ เพราะเจ้านายนั้นจะมีเมียสักกี่คนก็ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้า แม้พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ (หรืออินทวิชยานนท์) เจ้าพ่อของเจ้าหลวงอินทวโรรสฯ และเจ้าอุปราชเองก็มีชายาแรกเป็นช่างซอ และมีชายาอีกหลายคน ก่อนจะอภิเษกกับแม่เจ้าทิพไกรสร (หรือทิพเกษร)

            ทว่าความสำคัญอยู่ที่มะเมี้ยะนั้นคือสัญชาติอังกฤษ เวลานั้นอังกฤษเข้าครอบครองพม่าอยู่ การที่เจ้านายเชียงใหม่ ผู้เป็นโอรสใหญ่ของเจ้าอุปราช และอาจได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครเชียงใหม่ต่อไปข้างหน้า พาสาวพม่าในบังคับอังกฤษเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่นั้น อาจเป็นเหตุให้เกิดเป็นชนวนการเมืองขึ้นได้ โดยเฉพาะอังกฤษนั้นพยายามหาหนทางเข้าควบคุมเชียงใหม่อยู่แล้ว ถึงมีข่าวลือว่า สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียจะขอเจ้าดารารัศมีไปเป็นราชบุตรีบุญธรรม

            ด้วยเหตุนี้ เจ้าศุขเกษม จึงต้องส่งสาวมะเมี้ยะกลับ อย่างที่บทเพลงพรรณนาว่า ส่งขึ้นช้างไป

 เรื่องประเภทนี้ หากนำมาแต่งเป็นเพลง หรือนวนิยาย ก็ต้องสร้างบรรยากาศหรือจินตนาการให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านหวั่นไหวไปกับตัวนางเอก พระเอก โดยเฉพาะตอนที่ว่า มะเมี้ยะสยายผมเช็ดเท้าเจ้าศุขเกษมสามี เรื่องสยายผมเช็ดเท้าสามียามต้องจากกันนั้น ว่าที่จริงแล้วคงเป็นธรรมเนียมโดยทั่วไปของสตรีพม่าตลอดจนล้านนา เพราะเมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทราบถวายบังคมลาสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จขึ้นไปเยี่ยมเยือนเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๑ นั้น

            เมื่อเสด็จไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ฝ่ายหน้าฝ่ายใน เสด็จมาส่งกันเป็นจำนวนมาก (เสด็จโดยรถไฟถึงปากน้ำโพหรือนครสวรรค์ แล้วจึงเสด็จต่อไปโดยขบวนเรือ คือเรือเก๋งประพาส เรือแม่ปะ เรือสีดอ เรือชล่า)

            หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ซึ่งตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ไปส่งเสด็จด้วย ได้ทรงนิพนธ์ถึงเรื่องนี้ว่า พระราชชายาทรงสยายพระเกศาลงยาวเกือบถึงข้อพระบาท ทรงใช้พระเกศาเช็ดฉลองพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อกราบถวายบังคมลา

            ฝ่ายเจ้าศุขเกษม ครั้นส่งมะเมี้ยะกลับไปแล้ว อีกไม่นานนักก็ตามเสด็จเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าลุงลงมาเฝ้าพระราชชายาฯเจ้าอาที่กรุงเทพฯ

            เจ้าศุขเกษมได้พบกับเจ้าบัวชุม ซึ่งตามศักดิ์แล้ว เป็นน้องของพระราชชายา ขณะนั้นอายุ ๒๐ พระราชชายาทรงเลี้ยงดูมาแต่อายุ ๗ ขวบ ต่างพึงพอใจกัน จึงสมรสกับเจ้าบัวชุม แต่มิได้มีบุตรธิดาด้วยกัน เจ้าศุขเกษมและเจ้าบัวชุมครองคู่อยู่ด้วยกันเพียง ๗ ปี เจ้าศุขเกษมก็สิ้นชนมชีพด้วยอายุเพียง ๓๓ ปีเท่านั้น


บันทึกการเข้า
line
เลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และวิญญาณ พร้อมมอบถวายแด่พระองค์และชาติไทย
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: