ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   
Languages    
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ~กระต่าย กับ เต่า ในอีกเวอร์ชั่นวัยทำงาน ~ไทย-อังกฤษ~  (อ่าน 14862 ครั้ง)
พายุ
**


คะแนนจิตพิสัย : +5 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 28 ตุลาคม 2551, 21:19:10 »
line

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเต่ากับกระต่ายมาแล้วเวอร์ชั่นกล่อมเด็กนอน
กระต่ายหลับปุ๋ยเจ้าเต่าแซงเข้าเส้น เย้จบ...

แต่นี่เป็นตอนต่อของเรื่องดังกล่าวเวอร์ชั่นวัยทำงาน

มีรุ่นพี่ส่งมาให้เป็นภาษาอังกฤษก็อยากให้เพื่อนๆได้อ่านกันเพราะเป็น
เรื่องสอนที่ดี เลยลงทุนแปลเป็นไทยให้

ผิดถูกยังไงก็เข้าใจละกันว่าไม่ใช่นักแปลมืออาชีพ.....

It's a full story of Tortoise and Hare...Not just the first episode, which
is well-known. Hope
you a good reflect!
Nuk
The Tortoise and the Hare

Once upon a time a tortoise and a hare had an argument about who was
faster. They decided to
settle the argument with a race. They agreed on a route and started off the
race.

กาลครั้งหนึ่ง เจ้าเต่ากับกระต่ายเถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน
ทั้งคู่จึงตกลงที่จะวิ่งแข่ง ก็มีการกำหนดเส้นทางวิ่งแล้วก็เริ่มการ
แข่งขัน

The hare shot ahead and ran briskly for some time. Then seeing that he
was far ahead of the
tortoise, he thought he'd sit under a tree for some time and relax before
continuing the race.

เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลยชะล่าใจ
คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้ซักกะแป๊บนึงก่อนแข่งต่อก็คงดี

He sat under the tree and soon fell asleep. The tortoise plodding on
overtook him and soon
finished the race, emerging as the undisputed champ.

ไปๆมาๆก็ง่วงสิ ตื่นมาอีกทีเจ้าเต่าก็คว้าแชมป์ไปแล้ว

The hare woke up and realized that he'd lost the race. The moral of the
story is that slow
and steady wins the race.

นิทานตอนนี้สอนให้รู้ว่า ช้าๆแต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้(เหมือนกัน)

This is the version of the story that we've all grown up with.

นี่เป็นเวอร์ชั่นเดะๆที่เราคุ้นหูกัน

But then recently, someone told me a more interesting version of this

story. ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง

It continues. ต่อเลยนะ....

The hare was disappointed at losing the race and he did some
soul-searching. He realized that
he'd lost the race only because he had been overconfident, careless and lax. If
he had not taken
things for granted, there's no way the tortoise could have beaten him. So he
challenged the tortoise
to another race. The tortoise agreed.

เจ้ากระต่ายสันหลังยาวก็รมณ์บ่จอยตามระเบียบที่แพ้
มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง มันก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองเกินไปบวกกับค
วามขี้เกียจของมันนั่นแหละที่ทำให้แพ้ ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง
เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้ มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง
"เฮ้ย..เมื่อกี๊ฟลุ้คอ๊ะป่าว แน่จริง..ใหม่เด่ะ"
เจ้าเต่าก็ตกลง "ย่อมได้นายน้อง"....

This time, the hare went all out and ran without stopping from start to
finish. He won by
several miles.

แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น กระต่ายชนะขาดลอย
The moral of the story? เราได้ข้อคิดอะไรล่ะ...

Fast and consistent will always beat the slow and steady. If you have two
people in your
organization, one slow, methodical and reliable, and the other fast and still
reliable at what he
does, the fast and reliable chap will consistently climb the organizational
ladder faster than the
slow, methodical chap.

ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ
ถ้าเราเปรียบเทียบคนสองคนในองค์กรของเรา คนนึงช้าจริง ทำอะไรมีระบบ
ระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไรๆไม่เคยพลาด ไว้ใจได้แน่นอนในผลงานของเขา
เทียบกับอีกคนนึงที่เร็วและก็พอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ
คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นๆมากกว่า
(ซิกแซกไม่เป็น อะไรลัดได้ เร็วได้ก็ไม่กล้าเสี่ยงไม่
กล้าทำ ผลงานก็เลยน้อยมั้ง)

It's good to be slow and steady; but it's better to be fast and reliable.

นายช้าแต่ชัวร์น่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ให้เร็วและพอใช้ได้นี่ดีกว่า....

But the story doesn't end here. เรื่องยังไม่จบแค่นี้

The tortoise did some thinking this time, and realized that there's no way
he can beat the
hare in a race the way it was currently formatted. He thought for a while, and
then challenged the
hare to another race, but on a slightly different route. The hare agreed. They started off. In
keeping with his self-made commitment to be consistently fast, the hare took off
and ran at top speed until he came to a broad
river. The finishing line was a couple of
kilometers on the other side of the river.

คราวนี้ถึงทีเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง
และมันก็พบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะกระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้ มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่แต่ขอ
เปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย เจ้ากระต่ายก็ว่าย่อมได้อยู่แล้วเพ่ พอการ
แข่งเริ่มปุ๊บเจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้อออกไปเต็มสปีดเลย จนกระทั่งไป
ถึงระหว่างทาง "เฮ้ย!!!..เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำทำไงล่ะตู..." เส้น
ชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย

The hare sat there wondering what to do. In the meantime the tortoise trundled along, got into
the river, swam to the opposite bank, continued walking and finished the race.

เจ้ากระต่ายมัวแต่เง็งว่าจะทำไงดีจนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้วก็จ๋อมลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย

The moral of the story? นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....

First identify your core competency and then change the playing field to suit your core competency.

พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุด

The story still hasn't ended.

ย๊างงง ยังไม่พอ มีต่อ....

The hare and the tortoise, by this time, had
become pretty good friends and they did some
thinking together. Both realized that the last race
could have been run much better.

ด้วยน้ำใจนักกีฬา ครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว
ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกันการ
แข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น

So they decided to do the last race again, but to run as a team this time.

ดังนั้น พวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบทีมเวิร์ค

They started off, and this time the hare carried
the tortoise till the riverbank. There, the tortoise
took over and swam across with the hare on his
back. On the opposite bank, the hare again
carried the tortoise and they reached the finishing line together. They both felt a greater Sense of
satisfaction than they'd felt earlier.

เริ่มต้นเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงริมแม่น้ำ
เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป พอข้ามฝั่งเจ้า
กระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน
ผลการแข่งครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย(ตัว)มากกว่าการแข่งครั้งก่อนๆหน้านี้

The moral of the story? นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....
It's good to be individually brilliant and to have strong core
competencies; but unless you're
able to work in a team and harness each other's core competencies, you'll always
perform below par
because there will always be situations at which you'll do poorly and someone
else does well.

การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดีแต่หาก
ไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่นยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบาง
สถานการณ์ที่เราเจ๋งคนอื่นเจ๊ง ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊งแต่คนอื่นเจ๋ง

Teamwork is mainly about situational leadership, letting the person with
the relevant core
competency for a situation take leadership.

ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์ให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้นๆเป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วงสถานการณ์ที่
เหมาะกับความสามารถของเขา





thxby2039ป้าเอ๊ะ
บันทึกการเข้า
พายุ
**


คะแนนจิตพิสัย : +5 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2551, 21:23:10 »
line

There are more lessons to be learnt from this story. Note that neither
the hare nor the
tortoise gave up after failures. The hare decided to work harder and put in more
effort after his
failure. The tortoise changed his strategy because he was already working as
hard as he could. In
life, when faced with failure, sometimes it is appropriate to work harder and
put in more effort.
Sometimes it is appropriate to change strategy and try something different. And
sometimes it is
appropriate to do both.

นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย
ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้หลังจากความความล้มเหลว
ได้เกิดขึ้น


กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้นและเพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว

ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่

เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้ว ในชีวิตาก
เมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว
บางครั้งเราก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้นและมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม
บางครั้งก็ควร
เปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆที่แตกต่างออกไป
และในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างเลย

The hare and the tortoise also learnt another vital lesson. When we stop
competing against a
rival and instead start competing against the situation, we perform far better.

นอกจากนั้น กระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ
เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคล แล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้นมาก


When Roberto Goizueta took over as CEO of Coca-Cola in the 1980s, he was
faced with intense
competition from Pepsi that was eating into Coke's growth. His executives were
Pepsi-focused and
intent on increasing market share 0.1 per cent a time. Goizueta decided to stop
competing against
Pepsi and instead compete against the situation of 0.1 per cent growth. He asked
his executives what
was the average fluid intake of an American per day? The answer was 14 ounces.
What was Coke's share
of that? Two ounces. Goizueta said Coke needed a larger share of that market.
The competition wasn't
Pepsi. It was the water, tea, coffee, milk and fruit juices that went into the
remaining 12 ounces.

The public should reach for a Coke whenever they felt like drinking something.
ตรงนี้ไม่ค่อยมั่นใจนะว่าจะแปลถูกหรือเปล่า เขาว่านายหมอชื่อ Roberto

Goizueta มาเป็น CEO ของโค้ก (ไม่รู้จักเหมือนกันว่า
มันคืออะไร ใครรู้ก็บอกกันมั่งนะ) ก็เจอปัญหาคู่แข่งคือเป๊ปซี่มากินส่วนแบ่งในตลาด

ใครๆก็สนใจแต่ว่าเป็ปซี่เป็นคู่แข่งในขณะที่หมอแกไม่ได้คิดว่าจะแข่งกับเป๊ปซี่
แต่จะแข่งกับสถานการณ์การบริโภคน้ำดื่มของคนอเมริกัน คือ ถ้าแข่งกันเรื่องขายน้ำสีดำซ่าๆนั่นอย่างเดียว

เป๊ปซี่เป็นคู่แข่งแต่เขาพุ่งจุดสนใจไปในการขายเครื่องดื่มประเภทอื่นๆด้วย คือ
ไม่ว่าคนอเมริกันจะอยากทานน้ำอะไรก็จะมีขายให้หมดว่างั้นเหอะ
เขาแข่งกับสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มทั้งหมดของคนอเมริกัน

To this end, Coke put up vending machines at every street corner. Sales
took a Quantum jump
and Pepsi has never quite caught up since.

ผลสุดท้าย โค้กก็เลยติดตั้งตู้ขายมันทุกหัวมุมถนนปริมาณการขายก็เพิ่มขึ้น
และหลังจากนั้นเป๊ปซี่ก็ไม่ใช่คู่แข่งไปเลย

To sum up, the story of the hare and tortoise teaches us many things.
Chief among them are
that fast and consistent will always beat slow and steady; work to your
competencies; pooling
resources and working as a team will always beat individual performers; never
give up when faced
with failure; and finally, compete against the situation -- not against a rival.


โดยสรุป นิทานกระเต่า เอ๊ย กระต่ายกับเต่าสอนเราในหลายๆอย่าง

1. ความรวดเร็วเสมอต้นเสมอปลายชนะความอืดอาดแต่แน่นอนเสมอ
2. เลือกทำงานให้เหมาะกับความสามารถพิเศษของตน
3. การทำงานเป็นทีมชนะคนที่เจ๋งแต่ลุยเดี่ยว
4. อย่ารีบยอมแพ้เมื่อพบกับความล้มเหลว และท้ายสุดคือ
5. จงแข่งกับสถานการณ์ ไม่ใช่ตัวบุคคลว
จบแล้ว... แปลผิดถูกไงไม่เชื่อก็อ่านต้นฉบับแล้วแปลกันเองแล้วกันนะ
เราก็ย่อๆเสริมๆตามความเข้าใจเท่าที่เราอ่านได้น่ะ

ขอให้พี่น้องผองเพื่อนประสบความสำเร็จและโชคดีทุกคน....



thxby2040ป้าเอ๊ะ
บันทึกการเข้า
แพนด้ามารตาเพชร
***


รักมากมาย

คะแนนจิตพิสัย : +5 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

ดูรายละเอียด pandanarak2500@hotmail.com
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2551, 15:04:39 »
line
ขอบคุณค่ะ  แหมดีจังเรื่องนี้

บันทึกการเข้า
สาวใต้ใจดี
*


คะแนนจิตพิสัย : +0 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 35

ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 04 ธันวาคม 2551, 23:42:40 »
line
 Cheesy Cheesy Cheesy

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: