ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   
Languages    
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: จอมโจรจอมอาคม "เสือไท" จากหนังสือของโอฆะบุรี  (อ่าน 18361 ครั้ง)
Redrose19

« เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 00:26:18 »
line
เรื่องราวของ เสือไท ที่จะเล่าย่อๆ ต่อไปนี้ สรุปความมาจาก หนังสือจอมโจรอาคม เสือไท ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ ฉบับย่อ โดยอ้างอิงจาก หนังสือที่เรียบเรียงโดย โอฆะ บุรี พิมพ์ครั้งที่ 1 ในเดือนมีนาคม 2551 โดย สำนักพิมพ์อุทยานความรู้ ISBN 978-974-05-4262-9

คำนำของผู้เขียนตอนหนึ่งที่อยากเกริ่นนำไว้ ณ. ที่นี้ ได้แก่
"..จอมโจรอาคมเสือไท ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ เป็นบุคคลผู้มีชีวิตลึกลับซับซ้อนที่สุดในบรรดาประวัติความเป็นมาของจอมโจรที่ถูกตราหน้าว่าเป็น เสือ ที่เคยมีมาทั้งหมดในประเทศไทย

     ข้อมูลเกี่ยวกับเสือไทที่ข้าพเจ้ามีอยู่ ความจริงนั้นควรเรียกว่าความทรงจำอันยาวนาน ที่ซึมซับมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก....ภาพชายศสูงอายุมีผมสีดอกเลาจัดหวีเรียบร้อย พูดน้อยและดูเคร่งขรึม สุภาพ แต่มีความน่าเคารพยำเกรงอยู่ในตัว เคยเดินทางมาที่บ้าน และไปไหนมาไหนกับบิดาของข้าพเจ้าบ่อยๆ พ่อหลิม เป็นคำเรียกขานที่บิดาและมารดาตลอดจนผู้ใหญ่ ในบ้านของข้าพเจ้าเรียกชายสูงอายุผู้นี้ด้วยความเคารพ.....ในหมู่ผู้ใกล้ชิดและผู้ที่เป็นลูกศิษย์ต่างเข้าใจกันดีว่าหมายถึง เสือไท จอมโจรชื่อดังที่มาหลบซ่อนอยู่ที่จังหวัดพิจิตร

     เสือไท เป็นบุคคลที่กำเนิดจากครอบครัวของผู้ที่มีฐานะ เดินสู่เส้นทางนักเลง ร่ำเรียนไสยเวทอาคมและวิชาการต่อสู้เกือบทุกรูปแบบก่อนถวายตัวเป็นมหาดเล็กของ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ บิดาแห่งกองทัพเรือไทย ต่อมาภายหลังชะตาชีวิตได้หักเหกลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรงต้องหนีข้ามน้ำข้ามทะเล
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังได้รับความนับถือยกย่องให้เป็น สุภาพบุรุษเสือ ถึงขนาดยอดมือปราบขมังเวทย์อย่าง พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช รวมทั้งตำรวจมือปราบและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอีกหลายคนในยุคนั้นยังต้องฝากตัวเป็นลูกศิษย์ 

    เรื่องราวชีวิตของเสือไทนี้ มีความเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคมและผู้คนร่วมสมัยเดียวกัน เป็นส่วนหนึ่งของเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ สะท้อนให้เห็นในอีกมิติหนึ่งของสังคมไทยในอดีต

ตำนานเจ็ดทหารเสือ

    ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ ในความหมายแรก น่าจะหมายถึงนายทหารเรือทั้งหมดที่เป็นลูกศิษย์ของเสด็จในกรมฯ ที่ได้รับการฝึกสอนด้วยพระองค์เอง รวมถึงทหารเรือชั้นประทวนที่ประจำการร่วมสมัย หลายคนมาจากมหาดเล็กที่ถวายตัวรับใช้พระองค์.....เกือบทุกคนสักคำว่า ร.ศ. 112 ตราด ที่หน้าอก เพื่อเตือนใจตัวเองไม่ให้ลืมวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ที่ฝรั่งเศสบุกน่านน้ำไทยจนเกิดยุทธนาวี ผลที่สุดไทยต้องจำใจจำยอมให้ฝรั่งเศสครอบครองจังหวัดจันทบุรีและตราด ก่อนจะเสียดินแดนบางส่วนด้านมณฑลบูรพาฝั่งซ้ายแม้น้ำโขง และดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง เพื่อแลกสองจังหวัดกลับคืนมา....เป็นความขมขื่นที่ไม่มีวันลืม....

    ทหารเสือในความหมายที่สอง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า เจ็ดทหารเสือ  มีด้วยกันทั้งหมด 7 คน มียศตั้งแต่นายทหารสัญญาบัตรไปจนถึงพลทหาร ทั้งเจ็ดทหารเสือมีคำล่ำลือในด้านเชี่ยวชาญไสยเวทอาคมและวิชาการต่อสู้เป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ ประการสำคัญนอกจากมีรอยสักคำว่า  ร.ศ. 112 ตราด ที่หน้าอกแล้ว ทหารเสือทั้งเจ็ดคนจะต้องมีรอยสักอักขระขอม ปรากฎที่ท้ายทอยหรือต้นคอทุกคน

     พ่อหลิม หรือ เสือไท เล่าว่าตนเองเป้นมหาดเล็กปลุกบรรทม มีหน้าที่ดูแลเรื่องเครื่องบรรทม และคอยปลุกเสด็จในกรมฯ ตามที่ทรงรับสั่ง หน้าที่นี้เองทำให้เขาเป็นมหาดเล็กใกล้ชิดและอยู่ในเหตุการณ์ในวันสิ้นพระชนม์.

มหาดเล็กหลิม ได้เล่าเหตุการณ์ในวันที่ต้องสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ด้วยข้อมูลที่แตกต่างไปจากที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์.....

     ในตอนสายวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 เป็นช่วงเวลาที่เสด็จไปพักผ่อนในที่ประทับที่สร้างขึ้นอย่างเรียบงาย ที่หาดทรายรี จังหวัดชุมพร ทรงประทับรักษาพระองค์จากไข้หวัดใหญ่ เสด็จในกรมฯ ทรงมีรับสั่งให้คนใกล้ชิดเข้าเฝ้าทีละคน......หลังจากประทานปืนยาวให้เขาโดยทรงสำทับว่า ๒อย่านำไปฆ่าคน..ให้เป็นที่ระลึก  แล้ว ทรงรับสั่งให้นำธูปและดอกไม้มาถวายเพื่อจะไหว้พระ ซึ่งทรงปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน...ทรงรับสั่งว่า สิบเอ็ดโมงวันนี้ไม่ต้องเข้าไปปลุก  ตามปกติในระหว่างประชวร จะทรงตื่นบรรทมมาเสวยพระโอสถในช่วงนี้......

    เวลาผ่านไปราว 3 ชั่วโมง ในห้องบรรทมเงียบจนได้ยินเสียงสวดมนต์ดังออกมาเบาๆ แล้วเงียบหายไปพักใหญ่ จึงเห็นควันธูปลอยออกมาตามช่องลมและพระแกลมากจนผิดสังเกต....มีใครคนหนึ่งสั่งให้เปิดประตูเข้าไปดูพระองค์ แล้วภาพที่เห็นก็คือ...
   พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย เสด็จในกรมฯ และ เจ้าพ่อ ของลูกหลานไทยทุกคน....ได้สิ้นพระชนม์อย่างสงบ ในพระอิริยาบถบรรทมตะแคงพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยในขณะที่พระหัตถ์ยังทรงพนมธูปและดอกไม้อยู่......

พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ เจ้าจอมมารดาโหมด (สกุลบุนนาค) ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ. ศ. 2423 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ณ. ตำบลหาดทรายรี จังหวัดชุมพร สิริพระชันษาได้ 44 ปี
ในค่ำคืนวันหนึ่งที่ตลาดนางเลิ้ง มีเสียงตะโกนไล่หลังกันมาจากหัวมุมถนน คนหนึ่งพยายามหนีเอาตัวรอด อีก 4 คน วิ่งไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง.....เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชายอีกสามคนที่กำลังจะเดินสวนไปยังโรงบ่อนเบี้ยต้องพากันดึงตัวหลบไปหลังต้นมะขามใหญ่ คนที่ดูท่าทางจะเป็นเจ้านายของอีกสองคนส่งเสียงกำชับเบาๆ ให้เฉยไว้ ดูไปก่อน ....

....ก่อนที่ดาบของกลุ่มคนที่ไล่มาทันจะได้ลิ้มเลือดของคนไม่มีทางสู้ ฉับพลันมีร่างหนึ่งกระโจนเข้ามาจากไหนก็ไม่มีใครทราบ ...เขาตวัดขาเตะไปที่ข้อมือของคนถือดาบ และอัดกำปั้นเข้าที่ปลายคางของอีกคนหนึ่งที่พรวดเข้ามา....

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ชายหนุ่มที่เข้ามาช่วยถูกฟันเต็มเหนี่ยวที่กลางหลัง และถูกนักเลงอีกคนหนึ่งจ้วงแทงด้วยมีดพก แต่เขาก็เพียงเซไป และกลับฮึดสู้ข้นมาอีก การต่อสู้เป็นไปอย่างรวดเร็วแทบดูไม่ทัน....ขณะที่อีก 3 คนในมุมมืดไม่อาจทนดูการต่อสู้ที่ไม่เป็นธรรมและก้าวออกมาจะช่วยต่อสู้ แต่เสียงนกหวีดจากพลตระเวนที่ดังจนแสบแก้วหูพร้อมเสียงตะโกนสั่งให้หยุด ทำให้ต้องชะงักถอยกลับ และสุนัขหมู่ 4 ตัวก็หายไปกับความมืด...

บ่ายวันรุ่งขึ้น...ที่วังนางเลิ้ง มหาดเล็ก 2 คน พาชายคนหนึ่งเข้ามาก้มกราบอยู่แทบพระบาทเสด็จในกรมฯ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ขณะทรงประทับอยู่ในศาลาเล็กริมสระน้ำ...

....รับสั่งถามความเป็นมาจนทรงทราบว่า นายหลิมเป็นคนย่านสะพานถ่าน อยู่ไม่ไกลจากนางเลิ้ง เป็นคนเคยเรียนหนังสือพอมีความรู้ติดตัว เมื่อพ่อแม่เสียไปก็อาศัยอยู่กับญาติ ความรักอิสระและชอบวิชาการต่อสู้ทำให้ต้องเร่ร่อนและคบค้าสมาคมกับพวกนักเลง เมื่อคืนที่มีเรื่องได้ออกมาช่วยน้องชายของเพื่อนรักคนหนึ่งที่ถูกรุมทำร้าย ตัวเขาเองไม่มีอาชีพแน่นอนเพียงช่วยงานที่โรงเหล้าของญาติห่างๆ เป็นคนชอบชกมวย และมีฝีมือฟันดาบ กระบี่กระบอง แต่สิ่งที่เสด็จในกรมฯทรงพอพระทัยมากเป็นพิเศษคือ นายหลิมเป็นคนชอบการร่ำเรียนไสยศาสตร์คาถาอาคม.....ทรงรับสั่งชวนนายหลิมมารับราชการกับพระองค์..


หลิม ทองย่อน ตัดสินใจถวายตัวเป็นมหาดเล็กประจำพระองค์เพื่อติดตามรับใช้เสด็จในกรมฯ ไปก่อน ส่วนการเข้ารับราชการเป็นทหารเรือของเขานั้น เกิดขึ้นในปี พ. ศ. 2450.... เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาห้าปีก่อนรับราชการเป็นทหารเรือ แน่นอนว่าย่อมเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติธรรมดา....

ผลกระทบจากสัญญา เบาว์ริง ที่ประเทศไทยจำยอมลงนามร่วมกับประเทศอังกฤษ พ ศ. 2398 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่4)ทำให้ฝรั่งเศสบีบคั้นไทยให้ทำสัญญาลักษณะเดียวกันในปี พ.ศ. 2399 ประเทศไทยต้องสูญเสียอำนาจทางศาลที่เรียกว่า สิทธิสภาพนอกอาณาเขต ฝรั่งตาน้ำข้าวไม่ต้องขึ้นศาลไทย หากมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น ก็จะไปขึ้นศาลกงสุลของประเทศตน...สัญญานี้ยังพ่วงอภิสิทธิ์ของพวกสัปเยก หรือคนในบังคับที่อยู่ในความคุ้มครองของประเทศยุโรปเหล่านี้ด้วย (สัปเยกมีรากศัพท์มาจากคำว่า subject ในภาษาอังกฤษ)

พวกสัปเยกที่คนไทยรู้สึกไม่ชอบหน้าก็คือ ทหารญวน พวกนี้เหิมเกริมเพราะเคยกดขี่คนไทยมาตั้งแต่ครั้งที่ฝรั่งเศสปกครองจันทบุรีและตราด หลังจากเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 จึงมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนไทยเสมอ และทุกครั้งคนไทยเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จะถูกจะผิดก็ต้องไปขึ้นศาลกงสุลต่างชาติ...

แล้วมันก็เกิดเรื่องขึ้นกับ มหาดเล็กหลิมของเราจนได้....สัปเยกญวน 4-5 คน ลวนลามสาวชาวบ้านลูกครึ่งจีนที่ช่วยพ่อแม่ค้าขายอยู่หน้าโรงยาฝิ่น เตี่ยและแม่ร้องเรียกคนช่วย แต่พอเห็นว่าเป็นพวกญวน ก็ไม่มีใครอยากมีเรื่องด้วย....มหาดเล็กหลิมและเพื่อนเข้าไปห้ามปราม แต่กลับถูกเล่นงานก่อน การตะลุมบอนกันระหว่างญวน 5 คน กับพวกของหลิม ทองย่อน 3 คน ทำให้พวกญวนสู้ไม่ได้และกลายเป็นผู้เสียหายแม้ว่าจะก่อเรื่องขึ้นก่อน เมื่อปรากฏต่อมาว่าสัปเยกที่ถูกแทงเสียชีวิต พยานคือสาวชาวบ้านคงกลัวเลยไม่กล้าเป็นพยาน แม้ในตอนแรกจะเคยให้การที่เป็นประโยชน์ต่อมหาดเล็กหลิมและพวก...

พวกฝรั่งเศสไม่ยอมเลิกรา จะเอาตัวคนแทงมาลงโทษ ส่วนความผิดของฝ่ายสัปเยกญวน กลับอ้างว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย.........เมื่อกรมพระนครบาลส่งคนมาสืบสวนสอบสวน มหาดเล็กหลิมจึงต้องหลบหนีไปชั่วคราวเพราะพวกญวนจำหน้าได้ พร้อมที่จะชี้ตัวเอาไปขึ้นศาลของตน....และนี่คือการหนีอาญาครั้งแรก.....
ชีวิตของคนเรานั้น...ในวิกฤติมักมีโอกาสอยู่เสมอ ชีวิตของ หลิม ทองย่อน ก็เป็นเช่นนั้น ในช่วงเวลาที่ต้องระหกระเหินหลบหนีคดีครั้งนั้น ทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ขมังเวทหลายคน....

เวลาผ่านไปกว่าสามปี หลวงประชาธนาณัติ หนึ่งในเจ็ดทหารเสือที่เป็นเพื่อนสนิท ได้ส่งคนไปตามเขาที่จังหวัดระยอง ภายหลังจากกรมหลวงชุมพรฯ เสด็จกลับมาและทรงมีรับสั่งให้ตาม หลิม เข้าเฝ้า..เขาเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยหัวใจอันพองโตสุดบรรยาย

   วังนางเลิ้ง....เช้าตรู่ของวันหนึ่งใน พ ศ. 2450 เมื่อได้ทรงสนทนากับอดีตมหาดเล็กหลิมแล้ว เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงมีรับสั่งด้วยเมตตาว่า
ไอ้หลิม เอ็งก็ลำบากมามากเพราะเรื่องช่วยคนอื่นแท้ๆ ....ข้าจะให้เอ็งเข้ามาประจำการเป็นทหารอย่างที่เอ็งต้องการเสียที คดีของเอ็งก็เลื่อนลอย ไอ้สัปเยกญวนก็ไม่ระบุชื่อเอ็ง คดีก็ถูกโอนไปที่กงสุล คนที่ตายก็ไม่ใช่คนฝรั่งเศส เป็นพวกญวนที่มาข่มเหงรังแกคนไทยก่อน ฝรั่งเศสคงไม่สนใจติดตามเรื่อง กรมพระนครบาลก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เรื่องเงียบไปนานแล้ว...เอาละเอ็งเป็น ไท เสียที

ไอ้ไท....ข้าตั้งชื่อให้เอ็งใหม่ให้สมกับความรักอิสระของเอ็ง หลิม ชื่อเดิมพ่อแม่ตั้งให้ก็ดีแล้ว เอ็งก็ใช้ไปตามสำมะโนครัวไม่ต้องเปลี่ยน ชื่อ ไท เป็นฉายาข้าตั้งให้เอ็ง....และนี่คือที่มาของสมญานามที่ได้รับการเรียกขานกันต่อมา

เมื่อ พ. ศ. 2454 ต้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เกิดกบฏ รศ. 130 และมีความหวาดระแวงกันเองในราชสำนัก โดยมีผู้ปล่อยข่าวลือว่า กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์จะทำการกบฏชิงราชบัลลังก์ และเมื่อกระทำการสำเร็จแล้วจะอัญเชิญสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ขึ้นครองราชย์แทน ทั้ง 2 พระองค์ จึงมีพระดำริจะทรงลาออกจากราชการแต่ทว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ได้ส่งคนมาไกล่เกลี่ยขอให้ทรงรับราชการต่อไป

แต่แล้วก็ได้เกิดเหตุตามมาอีก จนนำไปสู่จุดแตกหักของความระแวงสงสัย....พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ ออกจากราชการเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2454 ขณะนั้นทรงมีพระชันษาเพียง 31 ปี เท่านั้น..

ครั้งนั้น มีนายทหารระดับสูงหลายคนจะลาออกตาม แต่เสด็จในกรมฯ ทรงห้ามไว้อย่างเด็ดขาด ดังนั้นผู้ที่ลาออกตามจึงมีเพียงไม่กี่คน.........เป็นทหารเสือที่รับใช้ใกล้ชิดในฐานะมหาดเล็กติดตามรวมถึง พลทหารไท หรือ พลทหาร หลิม ด้วย
ในช่วง 6 ปี ที่ออกจากการรับราชการ ทรงซื้อเรือใบและเรือกลไฟท่องไปในทะเลบ่อยครั้ง ยังได้เสด็จล่องไปตามแม่น้ำลำคลองในชนบท ตามบ้านเกิดของมหาดเล็กหรือข้าหลวงที่รับใช้อยู่ในวังนางเลิ้งรวมถึงเสด็จแวะตามวัดวาอารามต่างๆ เพื่อนมัสการพระเกจิอาจารย์หลายรูปของพระองค์

ทรงโปรดศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจนมีความรู้ความชำนาญ ทรงสามารถวินิจฉัยและทำการรักษาคนป่วยที่ส่วนมากเป็นชาวบ้านที่ยากจน ทั้งคนไทยและคนจีนต่างเรียกพระองค์ตามที่ทรงแนะนำตัวว่า หมอพร เป็นช่วงที่ทรงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุข จนล่วงเข้าปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1
 
    วันที่ 22 กรกฎาคม พ. ศ. 2460 ประเทศสยามประกาศสงครามกับเยอรมันและ ออสเตรีย-ฮังการี
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กลับเข้ารับราชการในกองทัพเรือตามเดิมในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560 และทรงโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิสริยศเป็น พลเรือโท ได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือในเวลาต่อมา

     การเสด็จกลับเข้ารับราชการในครั้งนี้ พลทหารไท พร้อมทั้งทหารเสือทั้งหมดได้ติดตามกลับเข้ารับราชการเป็นพลทหารประจำการอีกครั้งหนึ่ง
เสด็จในกรมฯ ต้องทรงงานหนักกว่าเดิม ทรงพัฒนากองทัพเรือตามนโยบายที่ได้ทรงวางไว้ก่อนออกจากราชการ และทรงมีพระภารกิจเป็นผู้แทนรัฐบาลสยาม เดินทางไปเจรจาขอซื้อเรือรบที่ประเทศอังกฤษ เมื่อการเจรจาซื้อเป็นผลสำเร็จทรงทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการเรือรบหลวงพระร่วง นำกลับสู่ประเทศสยามด้วยพระองค์เอง

    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดพิธีเฉลิมฉลองต้อนรับอย่างยิ่งใหญ้ ในปี พ.ศ. 2463 และทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิสริศักดิ์ให้ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็น กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ในปี พ.ศ. 2465 หลังทรงบัญชาการควบคุมการก่อสร้างฐานทัพเรือสัต+++บเรียบร้อยแล้ว จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระพลานามัยไม่สู้ดีนัก

      ดังนั้น ในฤดูร้อนของปีพุทธศักราช 2466 จึงตัดสินพระทัยกราบบังคมลาออกจากราชการเพื่อพักรักษาพระองค์ โดยเลือกที่จะเสด็จไปพักผ่อนที่พระตำหนักที่สร้างแบบเรียบง่าย ณ. ตำบลหาดทรายรี จังหวัดชุมพร ได้ทรงสิ้นพระชนม์ในต้นฤดูฝนในปีเดียวกันนั้นเอง.....
      เมื่อสิ้นเสด็จในกรมฯ พลทหารไท หรือ หลิม ทองย่อน หวนกลับสู่ถนนนักเลง โดยไปช่วยงานที่โรงบ่อนเบี้ย ดูแลโรงเหล้าและโรงยาฝิ่น ซึ่งมีหลวงประชาธนาณัติ ทหารเสือผู้หันมาเอาดีด้วยการยึดอาชีพเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยเป็นผู้แนะนำ

       เศรษฐกิจของประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ตกต่ำลงมาก....อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณืเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศหลายอย่าง กล่าวกันว่ารายได้ของรัฐบาลส่วนหนึ่งที่หดหายไปคือการออกกฎหมายประกาศยกเลิกการเล่นหวย ก. ข. ในปีพุทธศักราช 2459 และการประกาศเลิกบ่อนเบี้ย ในปีพุทธศักราช 2460 แต่ทว่า.....หวยและบ่อนนั้น เป็นการพนันที่เลิกยาก ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เมื่อห้ามไม่ให้เปิดตามกฎหมาย ก็ยังคงมีคนลอบเปิด รวมถึงโรงยาฝิ่นด้วย...

       คืนวันหนึ่ง..ที่โรงบ่อนเบี้ยเถื่อนในกรุงเทพฯ มีการทะเลาะวิวาทกันรุนแรงจนถึงขั้นตะลุมบอนยิงแทงกัน ให้บังเอิญที่ อดีตพลทหารไท อยู่ในที่นั้นด้วย มีเสียงปืนจากพลตระเวนดังขึ้นหลายนัดเพื่อระงับเหตุและพวกนักเลงที่ยิงกันเอง.....กระสุนปืนเจ้ากรรมนัดหนึ่งเป็นลูกหลงปริศนาพุ่งเข้าตัดขั้วหัวใจของพลตระเวณนายหนึ่งล้มลงขาดใจตาย เป็นขณะเดียวกันที่ พลทหารไทกับพวกวิ่งสวนมาทางนั้นพอดี ......มีเสียงตะโกนมาจากนักเลงอีกกลุ่มหนึ่งว่า ไอ้ไทยิงตำรวจ...

      ลำพังคดีฆ่าคนธรรมดาก็หนักอยู่แล้ว แต่นี่เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะปฏิบัติหน้าที่ยิ่งหนักหนาสาหัส็นการหลบหนีคดีครั้งที่ 2 ของชีวิต.....ดูเหมือนว่าการหนีในคราวนี้แผ่นดินไทยดูจะแคบเกินไปจนแทบจะไม่มีที่หลบซ่อนตัว....

      พ่อหลิม หรือ เสือไท ได้เล่าถึงช่วงที่ชีวิตตกอับที่สุดในตอนนั้นว่า....มีความพยายามจากศัตรูฝ่ายตรงข้ามของตนเองที่จะรื้อคดีเก่าของเขาออกมา ในขณะที่คดีที่เกิดใหม่ก็ยังเอาตัวไม่รอด เป็นเรื่องเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เขาจึงตัดสินใจลงเรือสินค้าแล้วแอบแวะขึ้นบกที่นครศรีธรรมราช เดินทางลงใต้ไปเรื่อยๆ ทางบกบ้าง ทางเรือบ้าง หนีไปกบดานในเขตประเทศมาเลเซีย และเตลิดเลยเข้าไปถึงประเทศสิงคโปร์....ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากมาก จึงลงเรือกลับมาประเทศไทย โดยไม่กล้าแวะเข้ากรุงเทพฯ หนีขึ้นเหนือกันเรื่อยๆ

      มีคนแอบอ้างชื่อเขาเป็นโจรออกปล้นจี้ อยู่ระหว่างเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี เลยไปถึงฝั่งตะวันตก กาญจนบุรี ทำให้สถานการณ์ของเขากลับเลวร้ายลงไปอีก....ไอ้ไท คนร้ายหนีคดีฆ่าตำรวจ ได้กลายเป็นเสือไทไปแล้ว.......

      ด้วยวิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง เขาจึงหนีเข้าป่าไปรวมกับพวกหนีคดีอีกหลานคน จนมีการบอกกันปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม เป็นสิบ และเป็นร้อยในเวลาต่อมา เมื่อทุกคนรู้ประวัติความเป็นมาของอดีตพลทหารไท จึงมีความเคารพยกย่องให้เป็นลูกพี่หรือผู้นำ....เขาได้กลายเป็นหัวหน้าชุมโจรไปแล้วโดยสมบูรณ์แต่บัดนั้น....

    งานแรกสำหรับเสือไท ก็คือการล้างรอยแค้นตามไปจัดการกับ ไอ้เสือไทตัวปลอมที่แอบอ้างชื่อเขาหากิน.....ที่เขตรอยต่อสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี ชาวบ้านหวาดกลัวเสือไทตัวปลอมมาก มีการปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์ ฉุดลูกเมียชาวบ้านไปข่มขืน กระทำการอย่างอุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทุกครั้งที่เข้าปล้น ได้ประกาศชื่อเสือไท มันเป็นคนสูงใหญ่ ไว้หนวดเคราเข้มขรึม พูดจาเสียงดัง มีนิสัยชอบข่มขู่และทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ชาวบ้านต่างเข้าใจว่ามันคือเสือไทตัวจริง....

    หนังสือ ได้เล่าปฏิบัติการฆ่าตัดหัวเสือไทยตัวปลอม โดยใช้มีดปังตอของอาแป๊ะเจ้าของร้านเหล้า ที่เขาแต่งตัวแบบชาวบ้านเข้าไปกับลูกน้องคนสนิทเพียงสองคน...แล้วประกาศว่า กูนี่แหละ เสือไทตัวจริง...     ปัญหาใหม่ที่ตามมา คือ จำนวนสมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในช่วงเวลานั้นเป็นปลายสมัยรัชกาลที่ 7 แล้ว บ้านเมืองใกล้เข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจตกต่ำ มีคนหนีคดีอาญาเข้าป่าเป็นเสือเป็นโจรจำนวนไม่น้อย

    พ่อหลิม หรือ เสือไท ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการปล้น แต่ทำด้วยสำนึกเสมอว่าตนเองเป็นเสือลำบาก ไม่ใช่โจรโดย+++ จึงเลือกปล้นเฉพาะพวกเศรษฐีหรือนายทุนหน้าเลือด เอารัดเอาเปรียบและชอบรึดนาทาเร้นคนยากจนเท่านั้น เขาเคยปล้นเรือโยงข้าว...แล้วขนเอาข้าวสารไปแจกจ่ายชาวบ้านก็เคยทำมาแล้ว ชื่อเสียงที่เคยเสียหายเพราะเสือไทตัวปลอมทำไม่ดีไว้ เริ่มจะพอมีคนพูดถึงในทางที่ดีบ้าง...

   วันเวลาได้ผ่านไปจนเข้าสู่ต้นสมัยของรัชกาลที่ 8 เสือไทเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต ที่ต้องแบกรับปัญหาลูกน้องนับร้อย มันขัดกับนิสัยของเขาที่ชอบชีวิตเรียบง่ายและสมถะ ตลอดชีวิตที่เป็นโจรต้องหนีตำรวจอย่างเดียวเท่านั้น นี่คือกฎเหล็กที่เขากำหนดขึ้นมา ห้ามฆ่าหรือทำร้ายเจ้าทรัพย์ และห้ามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง....และแล้วเมื่อความเบื่อหน่ายต่อชึวิตการเป็นโจรมาถึงจุดสุกงอม เสือไทจึงเรียกประชุมลูกน้องแล้วประกาศให้รับรู้พร้อมกันว่า ข้าจะปล้นเป็นครั้งสุดท้าย

     การปล้นครั้งสุดท้าย ได้ทรัพย์สินตามต้องการ แต่เขาไม่ขนอะไรออกมามากจนเกินความจำเป็น ไม่ยอมให้ความโลภมาครอบงำ เสือไทได้บอกกับเศรษฐีชาวจีนคนนั้นว่า ให้ถือว่าเป็นการชดใช้หนี้เก่า ชาติที่แล้วคงเอาของตนไป ชาตินี้จึงมาปล้น.....ก่อนกลับออกมาขอร้องให้เลิกรีดดอกเบี้ยชาวบ้าน ถ้ายังขืนทำต่อก็จะมีโจรก๊กอื่นมาปล้นจนหมดตัว เถ้าแก่ไม่มีทางปฎิเสธได้แต่พยักหน้ารับคำ...

     ภายหลังจากได้เดินสำรวจดูลาดเลาจนแน่ใจ เสือไทตัดสินใจเลือกจังหวัดพิจิตรเป็นที่พักพิงสุดท้ายที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยที่สุด....นับแต่นั้นเป็นต้นมาจาก นายหลิม พี่หลิม..ลุงหลิม...น้าหลิม จนกลายเป็น พ่อหลิม ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ อันเนื่องมาจากความมีน้ำใจเอื้ออาทรของเขาที่ให้กับเพื่อนบ้านทุกคนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย


อ่านต่อ....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 พฤศจิกายน 2551, 23:26:19 โดย Webmaster » บันทึกการเข้า
เด็กลาดกระบัง
ศรัทธา...ที่อาจไม่ได้เกิดจากปาฏิหาร
*


คนรักเสด็จในกรมฯกรมหลวงชุมพรฯ

คะแนนจิตพิสัย : +33 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1402

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์ oof-off@hotmail.com
« ตอบ #1 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 10:52:10 »
line
ไม่ต้องไปชื้อแล้วนะครับ

อ่านที่นี้พอเลย  Cheesy

บันทึกการเข้า
line
ลูกเตี่ย มี ความรัก ความศรัทธา ความหวัง เสมอ
ผมชอบคำที่ว่า " ลูกเตี่ย ไม่เคยแพ้ " แม้คำนี้ดูๆแล้วในชีวิตจริงมันจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย...! แต่ มันก็มีคุณค่าทางจิตใจได้ ในเวลาที่เราท้อ เราเหนื่อย ไม่ใช่หรอครับ
เด็กลาดกระบัง
ศรัทธา...ที่อาจไม่ได้เกิดจากปาฏิหาร
*


คนรักเสด็จในกรมฯกรมหลวงชุมพรฯ

คะแนนจิตพิสัย : +33 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1402

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์ oof-off@hotmail.com
« ตอบ #2 เมื่อ: 08 กันยายน 2551, 14:46:15 »
line
มีแล้วนะครับ

แต่แนะนำให้คนอื่นมาอ่านที่นี่เอาพอแล้ว  Grin

บันทึกการเข้า
line
ลูกเตี่ย มี ความรัก ความศรัทธา ความหวัง เสมอ
ผมชอบคำที่ว่า " ลูกเตี่ย ไม่เคยแพ้ " แม้คำนี้ดูๆแล้วในชีวิตจริงมันจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย...! แต่ มันก็มีคุณค่าทางจิตใจได้ ในเวลาที่เราท้อ เราเหนื่อย ไม่ใช่หรอครับ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: