ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   
Languages    
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: พระบาทสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๓ (สมเด็จพระเอกาทศรถ)  (อ่าน 7371 ครั้ง)
ป้าเอ๊ะ
ตั้งใจ มุ่งมั่น ฝ่าฟัน ก้าวไป
*


หนูแจ๋วประจำห้องสมุด (ภารโรง)

คะแนนจิตพิสัย : +6 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2314

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์ jatikanont@hotmail.com
« เมื่อ: 08 มีนาคม 2552, 03:34:54 »
line

พระบาทสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๓ (สมเด็จพระเอกาทศรถ) หรือ พระนามเดิมว่า พระองค์ขาว พระนามเต็มของพระองค์คือ

          "พระศรีสรรเพชญ์ สมเด็จบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิ สวรรยาราชาธิบดินทร์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตร นาถนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวสัย
สมุทัย ตโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธิบดินทร หริหรินทรา ธาดาธิบดีศรีวิบุลย คุณรุจิตรฤทธิราเมศวรธรรมิกราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพตรีภูวนาธิเบศร
โลกเชษฐวิสุทธิคตา มกุฎเทศมหาพุทธางกูร บรมบพิตร"

          พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา ลำดับที่ ๑๙ (ไม่นับ ขุนวรวงศาธิราช เพราะไม่ได้รับการยกย่องเทียบเท่าพระองค์อื่น) จากราชวงศ์สุโขทัย พระองค์ทรง
ครองราชย์ตั้งแต่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘ - พ.ศ. ๒๑๕๓ (ค.ศ. ๑๖๐๕ - ๑๖๑๐) ระยะเวลาในการครองราชย์ ๕ ปี


          สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่ชาวพิษณุโลกรู้จัก และกล่าวถึงด้วยความจงรักภักดียิ่ง พระองค์ทรงเคียงคู่กับพระนเรศวรมหาราช ในพระราชพงศาวดาร มักจะ
กล่าวถึงสองพระองค์ว่า “พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวสองพระองค์” อยู่เสมอ เมื่อมีการตั้งค่ายทหารทางฝั่งตะวันตกเป็นค่ายใหญ่ ที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพ
ภาคที่ ๓ เรียกค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทางฝั่งตะวันออกเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการช่วยรบที่ ๓ เรียกค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อันแสดงถึงความมีใจผูกพันจงรักภักดีต่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เป็นอย่างยิ่ง


          สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นพระโอรสองค์น้อยของสมเด็จพระมหาธรรมธิราช และพระวิสุทธิกษัตรี ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๔
ที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก ทรงมีพระชันษาอ่อนกว่าสมเด็จพระนเรศวร ๖ ปี ทรงเป็นพระอนุชาของพระสุพรรณกัลยาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

          ในปี พ.ศ. ๒๑๐๖ พระเจ้าบุเรงนองยกกองทัพมาตีอยุธยาโดยยกมาทางสุโขทัยและเข้าตีเมืองพิษณุโลกได้นั้น ได้นำเอาพระมหาธรรมราชาธิราช พระยาสวรรคโลก พระยาพิชัย
เข้าร่วมกองทัพพม่ายกไปตีกรุงศรีอยุธยา


          และในที่สุดทาง   กรุงศรีอยุธยาต้องยอมแพ้ในสงครามช้างเผือก แต่ในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าเล่าว่าเมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชายอมแพ้พระเจ้าบุเรงนองนั้น ได้นำ
เอาสมเด็จพระนเรศวร และพระสุพรรณกัลยาลงไปกรุงศีอยุธยาพร้อมกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชด้วยแล้วจึงให้พระเอกาทศรถพระโอรสองค์น้อยอยู่รักษาเมืองพิษณุโลกและ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ เมื่อพระเจ้าบุเรงนองได้กรุงศรีอยุธยาแล้ว ได้ตั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเป็นผู้ครองกรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้นสมเด็จพระเอกาทศรถได้รับการแต่งตั้ง
เป็นสมเด็จพระมหาอุปราช ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๑๓๔ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชสวรรคต บรรดาข้าราชการทั้งปวง จะยกสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราชสมบัติ
แต่พระองค์ไม่
ทรงยินยอม อ้างว่าพระเชษฐายังมีชีวิตอยู่ที่เมืองหงสาวดี
  พระเอกาทศรถยังคงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชอยู่อย่างเดิม แต่บังคับบัญชาสิทธิขาดราชการแผ่นดินทั่วไป

          ส่วนในหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดไม่ได้กล่าวถึงตอนพระองค์รักษาเมืองพิษณุโลก กล่าวถึงเฉพาะการขึ้นรักษาการพระนคร  หลังพระราชบิดาเสด็จสวรรคตในตำแหน่ง
พระมหาอุปราช ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าที่ไม่กระทำพิธีราชาภิเศกนั้นด้วยพระองค์รักใคร่พระเชษฐายิ่งนักจึงว่าราชการงานกลุ่มทั้งปวงแทนและรักษาราชธานีเขตขัณฑ์ไว้ท่าพระเชษฐา-
ธิราช ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มมีข้อความต่างจากพงศาวดารไทยทั้งปวง และยังเล่าความที่พิศดารต่างไปจากพงศาวดารไทยอีกคือ เรื่องสมเด็จพระนเรศวรหนีจากกรุงหงสาวดีแล้วถูก
พม่าตามตีต้องถอยลงมาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี ความรู้ถึงกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระเอกาทศรถจึงยกกองทัพมาช่วยพระเชษฐาถึงสุพรรณบุรี
“ ทั้งสองพระองค์ได้โสมนัส ทรงพระ
ยินดียิ่งนักพระเอกาทศรถจึงกราบลงกับพระบาทพระยา พระเชษฐานั้นก็สวมกอดเอาทันใจ ทั้งสององค์ปรีเปรมเกษมศรี ”
สมเด็จพระเอกาทศรถทรงอาสาเข้าทำการรบ
กับพม่า แต่สมเด็จพระเชษฐาทรงตรัสบอกว่าแม่ทัพฝ่ายพม่านั้นมีความสามารถสูงพระองค์จะเข้าต่อกรกับพม่าเอง แล้วให้สมเด็จพระเอกาทศรถนั้นเป็นกองหนุน ครั้งนั้นนับเป็นศึก
ครั้งแรกที่สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทำการสู้รบและทรงมีชัยไล่ทัพพม่ากลับไปได้


          จากสงครามครั้งนั้นสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จเข้าร่วมทำสงครามเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระเชษฐาตลอด ในปี ๒๑๑๔ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก
และเสด็จลงมาเยี่ยมพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา คราวนั้นพระยาจีนจันตุ ขุนนางเขมรที่เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อไทย แล้วต่อมาเอาใจออกห่าง ลอบลงเรือสำเภาจะหนีออกทะเลกลับไปยัง
กัมพูชา สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถจึงทรงเร่งลงเรือเร็วไปตามทันพระยาจีนจันตุที่ปากน้ำเจ้าพระยา พระยาจีนจันตุหันหัวเรือเข้ามาสู้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จ
ออกไปยืนที่หัวเรือทรงพระแสงปืนต่อสู้กับข้าศึกโดยมิยอมหลบ จึงถูกพระยาจีนจันตุ ยิงปืนมาถูกรางพระแสงปืนที่ทรงอยู่แตกกระจายไป
สมเด็จพระเอกาทศรถทรงห่วงใยในพระเชษฐา
ยิ่งนัก และด้วยความกล้าหาญได้เร่งเรือทรงของพระองค์ เข้าบังคับเรือของสมเด็จพระนเรศวรไว้ เป็นการเอาพระชนม์ชีพเข้าปกป้องพระเชษฐาครั้งสำคัญ


          หลังจากการสู้รบกับพระยาจีนจันตุแล้ว สงครามใหญ่ๆ ที่พม่ายกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๑๓๓ ทั้งสองพระองค์เข้าร่วมทำสงครามคู่กันมา และในคราวสงครามยุทธหัตถี
ในปี พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกับมังจาปะโร เจ้าเมืองแปร และทรงสามารถฟันแม่ทัพพม่าสิ้นชีวิตบนคอช้างได้ เช่นเดียวกับพระเชษฐา

          สมเด็จพระเอกาทศรถ นอกจากจะมีความสามารถความกล้าหาญแล้ว ทรงมีน้ำพระทัยเยือกเย็นสุขุมคัมภีรภาพ จะเห็นได้จากเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรแต่งตั้งพระรามเดโชชาว
เชียงใหม่ ที่รับราชการมีความดีความชอบขึ้นไปครองเมืองเชียงแสน ต่อมาเจ้าเมืองพะเยา เมืองแพร่ เมืองลอ เมืองน่าน เมืองฝาง ซึ่งเคยขึ้นต่อเมืองเชียงใหม่ ได้หันมาเข้ากับพระรามเดโช
ไม่ยอมขึ้นต่อเมืองเชียงใหม่ซ้ำจะรวมกันโจมตีเมืองเงชียงใหม่ จนทำให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ไม่กล้ายกกองทัพไปสมทบกองทัพกรุงศรีอยุธยาไปตีเมืองตองอู เมือยกทัพกลับจากตีเมืองตองอู
สมเด็จพระนเรศวรยกทัพลงไปที่เมืองสุพรรณบุรี แล้วตรัสให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกกองทัพขึ้นไปว่าเจ้าเมืองทั้งหลายให้ยินยอมอยู่ใต้อำนาจของเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่เมื่อเสด็จขึ้น
ไปถึงเมืองเถินก็ได้มีพระราชโองการก็ได้มีเจ้าเมืองเหนือมาเฝ้า แต่เจ้าเมืองเชียงใหม่ยงไม่เชื่อมั่นในพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระเอกาทศรถจึงมิได้ลงมาเฝ้าซ้ำยังให้กองทัพซุ่มโจมตี
กองทัพพระรามเดโชที่จะยกมาเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถความทราบถึงพระองค์ก็มิได้ทรงพิโรธ เหล่าแม่ทัพนายกองกราบบังคมทูลให้เสด็จกลับไม่ให้ช่วยเหลือเจ้าเมืองเชียงใหม่ต่อไป แต่
พระองค์เกรงจะเสียพระเกียรติยศพระเชษฐา ทรงอดกลั้นดำเนินการให้เจ้าเมืองเหนือทั้งหลายยอมอ่อนน้อมต่อเมืองเชียงใหม่

          เมื่อสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตั้งทัพหลวงอยู่ที่เมืองราชบุรี สมเด็จพระเอกาทศรถได้แยกทางเสด็จประพาสทางชลมารคถึงเมืองพิษณุโลกในท้องที่ต่าง
หลายตำบล ในครั้งนั้นเสือตัวใหญ่เข้ามาทำร้ายคนพิษณุโลกพระองค์ได้เสด็จประทับช้างพระที่นั่งบัญชาการปราบเสือได้สำเร็จและได้ทรงโปรดเกล้าทองนพคุณเครื่องราชูปโภคของ
พระองค์ทำเป็นทองประทาศี จากนั้นได้เสด็จไปปิดทองทาศีพระพุทธชินราชจนเสร็จสมบูรณ์นับว่าพระองค์ทรงมีพระทัยผูกพันกับเมืองพิษณุโลกอันเป็นดินแดนมาตุภูมิของพระองค์เป็น
อย่างมาก


          ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๑๔๘ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จยกกองทัพไปตีตองอูของพม่าไปเสด็จรวมพลที่เชียงใหม่ก่อนจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรจึงยกทัพไปเมืองหาง
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จไปทางเมืองฝาง แต่พอถึงเมืองหางสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประชวรหนักและเสด็จสวรรคต
สมเด็จพระเอกาทศรถเมื่อทรงทราบข่าว
ก็ทรงเสด็จไปเฝ้าที่เมืองหางทันทีทรงโศการ่ำรักพระบรมเชษฐาเป็นที่โศกสลดแก่แม่ทัพนายกองที่ได้เห็นยิ่งนัก


          เมื่อสมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์  พระองค์ได้ช่วยปกครองประเทศ  บริหารราชการแผ่นดิน และทำการรบเคียงข้างสมเด็จพระนเรศวรตลอดมาถึง ๑๗ ครั้ง และทรงนำทัพ
ไปด้วยพระองค์เอง ๔  ครั้ง (ในสงครามยุทธหัตถี   ที่ตำบลหนองสาหร่าย    เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๕ พระองค์เข้าร่วมรบด้วยโดยการชนช้าง กับมังจาปะโร  พระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราช 
และทรงฟันมังจาปะโรเสียชีวิต)


          เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๑๔๘ พระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระนเรศวร ในปีเดียวกันในรัชสมัยของพระองค์ บ้านเมืองเป็นปกติสุข
เป็นที่เคารพยำเกรงแก่ประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นผลจากการที่สมเด็จพระนเรศวร และพระองค์เองได้ทรงสร้างอานุภาพ ของราชอาณาจักรอยุธยาไว้อย่างยิ่งใหญ่ มีพระราชอาณาเขตแผ่
ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่ายุคใดๆของไทย พระองค์ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาทำศึกมาตลอดการครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวร จึงไม่มีพระราชประสงค์จะแผ่พระราชอาณาเขต
ออกไปอีก และหันมาเน้นทางการปกครองบ้านเมืองแทน สมัยของพระเอกาทศรถ เป็นสมัยของการสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ สมัยนั้นจึงเป็นสมัยของการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ
และเป็นสมัยที่มีมาตรการทางด้านภาษีอากรอย่างมาก

          เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราชย์พระองค์สนพระทัยในการบำรุงพระศาสนาโดยการสร้างวัดขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ทรงสร้างวัดวรเชษฐ  อุทิศพระราชกุศลถวายแด่
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  พระองค์ทรงรักพระเชษฐามาก และทรงสร้างวัดอีก ๒ วัดคือ  วัดราชวงศ์ กับ วัดโพธาราม สร้างพุทธปฏิมามหาเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุ แล้วก็สร้างพระไตรปิฏกธรรม จบบริบบูรณ์  ทั้งพระมาลี  อรรถกถา  ฏีกา  ทรงสร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง

          พระองค์ทรงจำหน่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้ให้วัดที่พระองค์ทรงสร้างไว้ให้แต่งปัจจัยทานถวายแก่พระสงฆ์เป็นนิจกาล  ให้สร้างโรงทาน  ทรงแต่งโภชนาหารถวายแด่พระสงฆ์
เป็นนิจมิได้ขาด วัดที่พระองค์มีอีกวัดคือ วัดพระศรีสรรเพชญ์คาราม

          สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นพระมหากษัตริย์องค์เดียวของไทยที่ได้ปิดทองพระพุทธชินราชทั้งองค์  พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของเมืองพิษณุโลก ปี พ.ศ. ๒๑๓๔  

          สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเสด็จพระราชดำเนินนมัสการพระพุทธชินราช  พระองค์ได้เอาทองนพคุณเครื่องราชูปโภคทำเป็นทองปะทาสี  แล้วทรงปิดทองด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง
เมื่อแล้วเสร็จสมบูรณ์ก็แต่งการฉลองเล่นมโหรสพบูชาสักการะ  ๗ วัน  ๗  คืน  เป็นมโหฬารหนักหนาแต่เดิมองค์ของพุทธชินราชมิได้ทำการปิดทองมาก่อนเลยได้เริ่มปิดทองเป็นครั้งแรก
ในสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถโดยแท้จริง  การปิดทององค์พระพุทธชินราชครั้งที่ ๒ ได้กระทำในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๕  ได้ปิดทองพระพักตร์
ของพระพุทธชินราช การปิดทองครั้งที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จแทนพระองค์ทรงปิดทองที่พระพักตร์พระพุทธชินราช
ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย ราชวงศ์พระร่วง

          เอกสารชาวต่างชาติกล่าวกันว่า ทั้งพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงโปรด “ชาวต่างชาติ” ดังนั้นอยุธยาจึงต้อนรับชาวต่างชาติอื่นๆอีก เช่น โปรตุเกส และญี่ปุ่น น่าเชื่อว่า
ชาวญี่ปุ่นได้มีบทบาทสำคัญแล้วตั้งแต่สมัยของพระนเรศวร ซึ่งมี “ทหารอาสา” ญี่ปุ่น 500 คนในสงครามครั้งนั้น ในสมัยพระเอกาทศรถก็มีชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาค้าขายและมารับจ้าง
เป็นทหาร พระเอกาทศรถเองทรงเป็นทูตกับตระกูลโตกุกาว่าด้วย สมัยนี้เป็นสมัยที่เรือญี่ปุ่นได้รับ “ใบเบิกร่องตราแดง” ทางราชการญี่ปุ่นเข้ามายังอยุธยา (ใบร่องตราแดง ซึ่งเป็น
เสมือนใบอนุญาตกิจการสำคัญทางการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เป็นเวลาถึง 32 ปี ก่อนญี่ปุ่นจะปิดประเทศ มีเรือญี่ปุ่นมาอยุธยา 56 ลำ มาซื้อสินค้าประเภท ฝาง หนังกวาง หนังปลาฉลาม
ตะกั่ว ดีบุก เป็นต้น)


          ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีชาวต่างประเทศอาศัยในกรุงศรีอยุธยาอยู่มากจึงมีการยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาเป็นทหาร เรียกว่า ทหารอาสา โดยได้จัดแบ่งออกเป็นพวก ๆ ตาม
เชื้อชาติ และตามความชำนาญในการรบ เกิดหน่วยทหารอาสาขึ้นหลายหน่วย เช่น กรมอาสาญี่ปุ่น กรมอาสาจาม กรมทหารแม่นปืน (โปรตุเกส) นอกจากนั้นในรัชสมัยของพระองค์ ยังมี
ชื่อเสียงในด้านความสามารถหล่อปืนใหญ่สำริดที่มีคุณภาพสูง ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้มาจากโปรตุเกสและฮอลันดา เมื่อมาผสมผสานกับขีดความสามารถ ในด้านการหล่อโลหะของไทยที่มี
การหล่อ ระฆังและพระพุทธรูป ที่มีมาแต่เดิม จึงทำให้การหล่อปืนใหญ่ของไทยในครั้งนั้นเป็นที่ยกย่องชมเชยไปถึงต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่โชกุนของญี่ปุ่น ได้มีหนังสือชมเชย
คุณสมบัติของปืนใหญ่ไทยเป็นอันมาก พร้อมกับขอให้ไทยช่วยหล่อปืนใหญ่ให้อีกด้วย (โชกุนของญี่ปุ่นในรัชสมัยของพระองค์คือโชกุนโทะกุงะวะ อิเอยาสุ)


          สมเด็จพระเอกาทศรถมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี สององค์คือ เจ้าฟ้าสุทัศน์ และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ และมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระสนม อีกสามองค์
คือ  พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ และพระองค์ทอง โอรสกับชาวบ้านบางปะอิน  ชื่อเจ้าไล   คือ พระเจ้าปราสาททอง  ครองราชย์  เป็นเวลา  15  ปี  ซึ่งถือว่าเป็นต้นราชวงศ์
ปราสาททอง (ราชวงศ์พระร่วง) ไม่ปรากฏว่าทรงมีพระราชธิดา พระองค์มีโอรสที่ครองราชย์สมบัติยาวนานหลายปี  2  พระองค์ คือ  พระเจ้าทรงธรรม (พระบาท
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงธรรม)  ซึ่งประสูติจากพระสนม  ครองราชย์ได้  15 ปี

          และพระองค์ได้มีโอรสกับหญิงชาวบ้านบางปะอิน(เจ้าไล) อีกองค์หนึ่ง  ซึ่งต่อมาได้เข้ารับราชการกับพระเจ้าทรงธรรมจนได้เป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์  และพอสิ้นรัชกาล
ของพระเจ้าทรงธรรมได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า  สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง  และสถาปนาราชวงศ์ใหม่คือ  ราชวงศ์ปราสาททอง

          ครั้นเมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราชสมบัตินั้นทรงมีพระชนม์ได้ ๔๔ พรรษา เสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ. ๒๑๕๖ เนื่องจากตรอมพระทัยที่พระโอรสคือเจ้าฟ้าสุทัศน์เสวยยาพิษ
ปลงพระชนม์  ครองราชสมบัติอยู่ ๕ ปี พระราชโอรสของพระองค์คือเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อมา



ที่มาของภาพและข้อมูลจาก วิกีพีเดีย http://th.wikipedia.org, http://aco.psru.ac.th/400year/praaka.htm, http://www.oceansmile.com/K/Ayuttaya/KingEkatodrod.htm










บันทึกการเข้า
line
มีสิ่งดีๆ มามอบให้เสมอ ใครตักตวงได้มาก ก็ได้กำไรมาก
ป้าเอ๊ะ
ตั้งใจ มุ่งมั่น ฝ่าฟัน ก้าวไป
*


หนูแจ๋วประจำห้องสมุด (ภารโรง)

คะแนนจิตพิสัย : +6 | -0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2314

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์ jatikanont@hotmail.com
« ตอบ #1 เมื่อ: 08 มีนาคม 2552, 15:52:37 »
line




บันทึกการเข้า
line
มีสิ่งดีๆ มามอบให้เสมอ ใครตักตวงได้มาก ก็ได้กำไรมาก
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: